Hotline 0-2530-2556 โรงพยาบาลคุณภาพ โรงพยาบาลสีเขียว 22 ปี Green Hospital

ความรู้เพื่อสุขภาพ

<< กลับ
โรคต้อหิน “โรคต้อหิน”

ภัยเงียบที่เป็นสาเหตุทำให้คนไทยตาบอดเป็นอันดับ 1

คุณรู้หรือไม่ ??

• โรคต้อหิน เป็นสาเหตุตาบอดอันดับที่ 2 ของโลก
• ในประเทศไทย โรคต้อหินเป็นสาเหตุอันดับ 1 ของโรคตาบอดที่รักษาไม่ได้
• จำนวนประชากรที่ตาบอดทั่วโลก 4.5 ล้านคน และมีจำนวนเพิ่มขึ้นถึง 11.2 ล้านคน ในปี ค.ศ. 2020
• ในประเทศที่เจริญแล้วเกือบครึ่ง ยังไม่ทราบว่าตนเองเป็นโรคต้อหิน
• ในประเทศไทย อาจมีคนเป็นโรคต้อหินแต่ไม่ทราบว่าตนเองเป็นอยู่สูงถึง 90%

แล้วคุณล่ะ...จะทราบได้อย่างไรว่าคุณจะไม่เป็นหนึ่งในนั้น




















ต้อหินคืออะไร?
          ต้อหิน  เป็นโรคที่มีการเสื่อมของประสาทตา โดยมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญคือ ความดันตาที่สูงขึ้นจนมีการทำลายประสาทตาและส่งผลให้เกิดการสูญเสียการมองเห็น โดยภาวะความดันตาสูงคือความดันตาที่สูงกว่า 22 มิลลิเมตรปรอท (ค่าความดันตาปกติอยู่ที่ 5-22 มิลลิเมตรปรอท)  
          โรคต้อหินเป็นหนึ่งในโรคทางตาที่เป็นสาเหตุสำคัญของภาวะตาบอดที่เกิดขึ้นทั่วโลก จัดเป็นภัยเงียบที่คุกคามนัยน์ตาได้โดยไม่ทันรู้ตัว หากปล่อยไว้ และรักษาไม่ทันอาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรได้ในที่สุด 

ใครบ้างมีความเสี่ยงเป็นโรคต้อหิน ?
          ผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคต้อหิน ได้แก่ ผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป  มีประวัติบุคคลในครอบครัวเป็นโรคต้อหิน  ตรวจพบความดันตาสูง  เคยมีอุบัติเหตุเกี่ยวกับดวงตา  ใช้ยาสเตียรอยด์  มีภาวะสายตายาวหรือสั้นมาก มีโรคประจำตัวบางชนิด เช่นเบาหวาน ไมเกรน เป็นต้น 

โรคต้อหินมีอาการเตือนหรือไม่ ? 
          โรคต้อหินไม่มีอาการเตือนในระยะแรก เป็นสิ่งที่ควรต้องระวัง การสูญเสียการมองเห็นจะเริ่มที่ขอบนอกของลานสายตา ซึ่งคือการมองเห็นด้านข้าง ส่วนตรงกลางภาพยังเห็นชัด หากไม่ได้รับการรักษาลานสายตาในการมองเห็นภาพจะแคบลงเรื่อยๆ การเปลี่ยนแปลงมักจะค่อยๆ เป็นโดยที่ผู้ป่วยไม่รู้ตัว เมื่อรู้สึกว่ามองเห็นผิดปกติหรือเห็นไม่ชัด ลานสายตาก็มักจะถูกทำลายไปมากแล้ว  ซึ่งอันตรายมาก  

ต้อหินเฉียบพลัน ต้องได้รับการรักษาทันที
          สำหรับผู้ที่เป็นต้อหินเฉียบพลัน ซึ่งเป็นภาวะที่มีความดันตาสูงขึ้นมากและรวดเร็ว  จัดเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที หากผู้ป่วยมีอาการปวดศีรษะ ปวดตาอย่างรุนแรง และเฉียบพลัน ตาแดง ตามัว เห็นแสงสีรุ้งรอบดวงไฟ คลื่นไส้ อาเจียน ต้องรีบมาพบจักษุแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาทันที อย่างไรก็ดีต้อหินเฉียบพลันพบได้ไม่บ่อยนัก 
















การรักษาโรคต้อหิน 
           การรักษาโรคต้อหิน มีเป้าหมายเพื่อประคับประคองไม่ให้ประสาทตาถูกทำลายมากขึ้น และเพื่อให้การมองเห็นที่มีอยู่คงสภาพอยู่นานที่สุด  โดยการรักษาจะขึ้นอยู่กับชนิดและระยะของโรค ซึ่งจักษุแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาแนวทางการรักษาที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย สำหรับทางเลือกในการรักษาในปัจจุบันมีอยู่ 3 วิธีหลัก ได้แก่ 
1. การรักษาด้วยยา (ต้องหยอดยาอย่างสม่ำเสมอตามแพทย์สั่ง) 
2. การใช้เลเซอร์ 
3. การผ่าตัดลดความดันลูกตา 
          อย่างไรก็ตาม โรคต้อหินแต่ละชนิดในแต่ละคน จะตอบสนองต่อวิธีการรักษาแตกต่างกันไป ดังนั้นจึงควรพบจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อวางแผนการรักษาเฉพาะสำหรับผู้ป่วยเป็นราย ๆ ไป

















การตรวจคัดกรอง ป้องกันโรคต้อหิน

          เนื่องจากโรคต้อหินหากประสาทตาถูกทำลายไปแล้ว จะไม่สามารถฟื้นฟูให้กลับมาได้ การตรวจวิเคราะห์ความเสี่ยง การวินิจฉัย และการรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มแรกจึงมีความสำคัญมาก ดังนั้น ผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไปหรือผู้ที่มีความเสี่ยง ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองเพื่อดูว่าเสี่ยงต่อการเป็นโรคต้อหินหรือไม่ 
• ผู้ที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยง ผู้มีอายุ 40-64 ปี ตรวจทุก 2-4 ปี อายุ 65 ปีขึ้นไป ตรวจทุก 1-2 ปี 
• ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง มีประวัติโรคทางตา เช่น จอประสาทตาลอก อุบัติเหตุเกี่ยวกับตา มีประวัติครอบครัวเกี่ยวกับโรคทางตา เช่น ต้อหิน จอประสาทตาเสื่อม ทำงานที่ใช้สายตามาก ใช้ยาที่มีผลต่อตา ใส่คอนแทคเลนส์ อายุ 18 ปีขึ้นไปควรตรวจคัดกรองทุก 1-2 ปี หรือตามที่แพทย์แนะนำ และขยับความถี่มาเป็นปีละ 1 ครั้งเมื่ออายุ 65 ปีขึ้นไป 

โรคต้อหิน ........ การรักษาและการป้องกันที่ดีที่สุด คือ 
การตรวจตาอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยง 
เพื่อที่จะได้ทำการรักษาตั้งแต่ระยะแรก ๆ 
เป็นการป้องกันการตาบอดจากโรคต้อหินได้ดีที่สุด