โรคต้อหิน

  • โรคต้อหิน

  • ความรู้ เรื่อง โรคต้อกระจก

    • ภัยเงียบที่เป็นสาเหตุทำให้คนไทยตาบอดเป็นอันดับ 1

    คุณรู้หรือไม่ ??

    • โรคต้อหิน เป็นสาเหตุตาบอดอันดับที่ 2 ของโลก
    • ในประเทศไทย โรคต้อหินเป็นสาเหตุอันดับ 1 ของโรคตาบอดที่รักษาไม่ได้
    • จำนวนประชากรที่ตาบอดทั่วโลก 4.5 ล้านคน และมีจำนวนเพิ่มขึ้นถึง 11.2 ล้านคน ในปี ค.ศ.2020
    • ในประเทศที่เจริญแล้วเกือบครึ่ง ยังไม่ทราบว่าตนเองเป็นอยู่สูงถึง 90%

    แล้วคุณล่ะ!!! จะทราบได้อย่างไรว่าคุณจะไม่เป็นหนึ่งในนั้น

    ต้อหินคืออะไร ?

    • ต้อหิน คือ ความดันตาที่สูงขึ้น ซึ่งทำให้ทำลายประสาทตา และส่งผลทำให้เกิดการสูญเสียการมองเห็น เช่น กรณีภาวะความดันตาสูงมากกว่า 22 มิลลิเมตรปรอท เป็นโรคที่มีการเสื่อมของประสาทตา , กรณีค่าความดันตาปกติอยู่ที่ 5-22 มิลลิเมตรปรอท

    โรคต้อหิน จัดว่าเป็นภัยเงียบที่คุกคามนัยน์ตาได้โดยไม่ทันรู้ตัว หากปล่อยไว้ และรักษาไม่ทันอาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรได้ในที่สุด

    ใครบ้างมีความเสี่ยงเป็นโรคต้อหิน ?

    • ผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคต้อหิน ได้แก่ ผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป มีประวัติบุคคลในครอบครัวที่เป็นโรคต้อหิน ตรวจพบความดันในตาสูง เคยมีอุบัติเหตุที่เกี่ยวกับดวงตา ใช้ยาสเตียรอยด์ มีภาวะสายตายาว หรือสายตาสั้น มีโรคประจำตัวบางชนิด เช้น โรคเบาหวาน ไมเกรน เป็นต้น

    สัญญาณเตือนโรคต้อหิน ?

    • ไม่มีอาการเตือนในระยะแรก
    • การสูญเสียการมองเห็นจะเริ่มที่ขอบนอกของลานสายตา คือ การมองเห็นด้านข้าง ส่วนตรงกลางภาพยังเห็นชัด (กรณีไม่เข้ารับรักษาลานสายตาจะมีอาการมองเห็นภาพแคบลงเรื่อยๆ)
    • การเปลี่ยนแปลงมักจะค่อยๆเป็น โดยที่ผู้ป่วยไม่รู้ตัว
    • มีอาการมองเห็นผิดปกติ หรือเห็นไม่ชัด (สาเหตุนี้มักจะถูกทำลายไปมากแล้ว ซึ่งอันตรายต่อดวงตา)

    ต้อหินเฉียบพลัน ต้องไดรับการรักษาทันที

    • ซึ่งเป็นภาวะที่มีความดันสูงขึ้นมากและรวดเร็ว จัดเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที
    • ผู้ป่วยที่มีอาการปวดศีรษะ ปวดตาอย่างรุนแรง และ เฉียบพลัน ตาแดง ตามัว เห็นแสงสีรุ้งรอบดวงไฟ คลื่นไส้ อาเจียน ต้องรีบมาพบจักษุแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาทันที (อย่างไรก็ดีต้อหินเฉียบพลันพบได้ไม่บ่อยนัก)

    การรักษาโรคต้อหิน ดั้งนี้ การรักษาโรคต้อหิน มีเป้าหมายเพื่อประคับประคองไม่ให้ประสาทตาถูกทำลายมากขึ้น และเพื่อให้การมองเห็นที่มีอยู่คงสภาพนานที่สุด โดยการรักษานั้นจะขึ้นอยู่กับชนิดและระยะของโรค ซึ่งจักษุแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาแนวทางการรักษาที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย สำหรับทางเลือกในการรักษาในปัจจุบันมีอยู่ 3 วิธีหลัก ได้แก่

    • การรักษาด้วยยา (ต้องหยอดยาอย่างสม่ำเสมอตามแพทย์สั่ง)
    • การใช้เลเซอร์
    • การผ่าตัดลดความดันลูกตา

    อย่างไรก็ตาม โรคต้อหินแต่ละชนิดในแต่ละชนิดในแต่ละคน จะตอบสนองต่อวิธิการรักษาแตกต่างกันไป ดังนั้นจึงควรพบจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อวางแผนการรักษาเฉพาะสำหรับผู้ป่วยเป็นรายๆ ไป

    การตรวจคัดกรอง ป้องกันโรคต้อหิน

    • เนื่องจากโรคต้อหินหากประสาทตาถูกทำลายไปและ จะไม่สามารถฟื้นฟูให้กลับมาได้ การตรวจวิเคราะห์ความเสี่ยง การวินิจฉัย และการรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มแรกจึงมีความสำคัญมาก ดังนั้น ผู้ที่มีอายุ 40 ปี ขึ้นไป หรืผู้ที่มีความเสี่ยงควรเข้ารับการตรวจคัดกรองเพื่อดูว่าเสี่ยงต่อการเป็นโรคต้อหิน หรือไม่
    • ผู้ที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยง ผู้มีอายุ 40-46 ปี ตรวจทุก 2-4 ปี อายุ 65 ปี ขึ้นไป ตรวจทุก 1-2 ปี
    • ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง มีประวัติโลหิตสูง มีประวัติโรคทางตา เช่น จอประสาทตาลอก อุบัติเหตุเกี่ยวกับตา มีประวัติครอบครัวเกี่ยวกับโรคทางตา เช่น ต้อหิน จอประสาทตาเสื่อม ทำงานที่ใช้สายตามาก ใช้ยาที่มีผลต่อตา ใส่คอนแทคเลนส์ อายุ 18 ปี ขึ้นไปควรตรวจคัดกรองทุก 1-2 ปี หรือตามแพทย์แนะนำ และขยับความถี่มาเป็นปีละ 1 ครั้ง เมื่ออายุ 65 ปี ขึ้นไป

    โรคต้อหิน การรักษาและการป้องกันที่ดีที่สุด คือ การตรวจตาอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยง เพื่อที่จะได้ทำการรักษาตั้งแต่ระยะแรกๆ เป็นการป้องกันการตาบอดจากโรคต้อหินได้ดีที่สุด

     


    สามารถสอบถามเพื่อเติมได้ที่

    • ศูนย์โรคตา อาคารศูนย์การแพทย์ลาดพร้าวสหคลินิค อาคาร 2 ชั้นโทร : 02-530-2556 ต่อ 2440,2441